วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557

ประกันอัคคีภัยแบบไหนดี???

คุณรู้หรือไม่... ในการทำประกันภัยบ้าน คุณควรเลือกซื้อ “กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย สำหรับที่อยู่อาศัย” แทนกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยแบบธรรมดา

อ๊ะอ๊ะ!!! สงสัยละสิว่าทั้ง 2 กรมธรรม์ต่างกันอย่างไร ในเมื่อเป็นประกันอัคคีภัยเหมือนกัน

ต่างกันแน่นอน... เพราะถ้าคุณซื้อประกันอัคคีภัยธรรมดา คุณจะได้รับความคุ้มครองที่แคบกว่า เฉพาะไฟไหม้ ฟ้าผ่า และแก๊สระเบิดเพียง 3 ภัย แต่หากคุณซื้อกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย คุณจะได้ความคุ้มครองครอบคลุมถึง 6 ภัย อันได้แก่

-ภัยจากไฟไหม้ รวมถึงไฟไหม้ป่า พุ่มไม้ พงรก และการเผาป่าเพื่อปราบพื้นที่ 
-ฟ้าผ่า รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกิดจากการลัดวงจรเนื่องจากฟ้าผ่า
-การระเบิดทุกชนิด
-ภัยจากการชนโดยยานพาหนะ รวมถึงช้าง ม้า วัว ควาย แต่ต้องไม่ใช่ยานพาหนะของผู้เอาประกันภัย
-ภัยจากการชนหรือตกใส่จากอากาศยาน เครื่องบิน จรวด เฮลิคอปเตอร์ อากาศยานทุกชนิด
-ภัยจากน้ำ เกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุจากการปล่อย รั่วไหล ล้นจากท่อน้ำ ถังน้ำ แต่ไม่รวมถึงน้ำท่วม และท่อประปาที่แตกนอกตัวบ้าน


ตอนนี้บ้านคุณทำประกันอัคคีภัยแบบไหนอยู่? 

ประกันสุขภาพ... ซื้อที่ “ส่วนเกิน”

เมื่อซื้อประกันชีวิตหลักไว้เรียบร้อยแล้ว จะเป็นการดีหากคุณพ่วงประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ หรือฆาตกรรมเข้าไปด้วย เพราะไม่ว่าคุณจะแข็งแรงปานใด แต่ก็ไม่สามารถแน่ใจได้หรอกว่าสักวันหนึ่งคุณจะไม่ล้มหมอนนอนเสื่อหรือนอนหยอดน้ำข้าวต้มในโรงพยาบาล ยิ่งเดี๋ยวนี้ค่าห้อง ค่าหมอ ค่ายา แพงอย่าบอกใคร หากไม่อยากเปลี่ยนให้ฐานะจนลงเพราะค่ารักษาพยาบาล ก็ควรมีประกันสุขภาพอย่างน้อยสักฉบับก็ยังดี

แต่การเลือกซื้อประกันสุขภาพ คุณควรซื้อแค่ “ส่วนเกิน” ของสวัสดิการประกันสังคม และสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่เจ้านายคุณจ่ายเท่านั้น เพราะประกันสุขภาพ เป็นการจ่ายเบี้ย “แบบทิ้งเปล่า” ปีต่อปี ถ้าปีไหนไม่เจ็บไข้ได้ป่วยต้องหามส่งโรงพยาบาล ก็อย่าหวังจะได้แอ้ม

เวลาซื้อประกันสุขภาพมี 2 ตัวที่ต้องคำนึงถึง คือ “ค่ารักษาพยาบาล”กับ "ค่าห้อง" ถ้าคุณพอใจจะมีเพื่อนคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ คุณก็ไม่จำเป็นต้องเสียสตางค์ซื้อประกันสุขภาพเพิ่ม แต่ถ้าห้องรวมมันแออัดเหลือเกิน คุณก็ต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกนิดเพื่ออัพเกรดสิทธิเป็นห้องเดี่ยวในโรงพยาบาล

แต่โปรดรู้ไว้... คุณไม่จำเป็นต้องซื้อประกันสุขภาพเต็ม 100% ของค่าห้องที่คุณพอใจ เอาแค่ครอบคลุมสัก 80% ก็พอส่วนที่เหลืออีก 20% ไว้ค่อยจ่ายตอนที่คุณเข้าไปนอนในโรงพยาบาลก็แล้วกั

คุณเคยสำรวจสวัสดิการที่มีอยู่บ้างหรือเปล่า... ว่าครอบคลุมค่าใช้จ่ายแค่ไหน?

วันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2557

จัดการประกันชีวิตอย่างไรในช่วง “เงินช็อต”

ในชีวิตคุณอาจมีบางช่วงที่เงินช็อตกะทันหัน หรือดวงตก ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ี้ทำงานอยู่ดีๆ บริษัทก็เจ๊งไปซะเฉยๆ ที่เคยใช้เงินมือเติบกลับต้องเขียมแบบสุดๆ อะไรตัดได้เป็นตัด พอเห็นบิลเรียกเก็บค่าประกันเข้าอีกหนึ่งรายการ... ลมแทบจับ 

ตัดใจโยนกรมธรรม์ที่จ่ายเบี้ยเป็นเงินแสนทิ้งไปดีกว่าอดตาย หรือยอมกัดฟัน จ่ายอีกงวด พร้อมคิดในใจว่าคงไม่ตกงานไปทั้งชาติหรอกน่า!!!

ถ้าเข้าตาจนอย่างนี้... ไม่ต้องคิดมาก แค่คุณเดินเข้าไปหาตัวแทนประกันของคุณ ให้เขาจัดการ “กู้เงิน” จากมูลค่าเงินสดในกรรมธรรม์มาจ่ายค่าเบี้ย ซึ่งมูลค่าเงินสด จะเกิดขึ้นเมื่อคุณส่งเบี้ย 2 ปีขึ้นไป ยิ่งคุณส่งเบี้ยมาแล้วหลายปีจะมีมูลค่าเงินมากขึ้น อาจจะพอให้คุณกู้จ่ายค่าเบี้ยเอาตัวรอดไปได้สักปี หรืออาจจะมีแค่ส่วนต่างเล็กน้อยที่ี่คุณต้องโปะเพิ่มบางส่วน หลังจากนั้นเมื่อมีรายได้คุณค่อยไปจ่ายเงินกู้ค่าเบี้ยพร้อมดอกเบี้ยอีกประมาณ 8% เท่านี้กรมธรรม์ของคุณก็ไม่ขาดอายุ

คุณมีวิธีจัดการอย่างไรไม่ให้ “เงินช็อต”?

จ่ายเบี้ยพอเหมาะ ต้องไม่สร้างภาระเพิ่ม


คุณทราบหรือไม่... จำนวนเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายในแต่ละปีขึ้นอยู่กับวงเงินทุนประกัน หรือวงเงินคุ้มครองที่คุณต้องการ การทำประกันชีวิตในวงเงินคุ้มครองที่สูงเกินไป จะทำให้คุณ มีภาระค่าเบี้ยประกันชีวิตสูงตามไปด้วย ดังนั้น เพื่อไม่ให้การจ่ายเบี้ยประกันชีวิตต้องเป็นภาระทางการเงินมากเกินไปนัก คุณอาจใช้เกณฑ์เบื้องต้น ดังนี้
จากตัวอย่างก่อนหน้านี้ แสดงว่าสมศักดิ์ไม่ควรจ่ายเบี้ยประกันชีวิตเกินปีละ 50,000 บาท ทั้งนี้ จะต้องพิจารณาภาระทางด้านการเงินด้านอื่นๆ ประกอบด้วย หากมีภาระหนี้สินและภาระค่าใช้จ่ายสูงอยู่แล้ว ก็ให้ปรับลดวงเงินประกันตามความเหมาะสม สำหรับการทำประกันชีวิตที่เป็นสัญญาระยะยาวตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ปัจจุบันรัฐบาลอนุญาตให้นำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

จำนวนเบี้ยประกันที่เหมาะสมสำหรับคุณปีละเท่าใด?

วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557

อุ่นใจมีเงินไว้ดูแลสุขภาพ

ใหม่ ประกันสุขภาพ AIA H&S Plus Gold เหมาจ่ายตามจริง* สูงสุดถึง 5 ล้านบาท

ความคุ้มครองสุขภาพที่เหนือระดับ อุ่นใจด้วยความคุ้มครองที่ครบครัน ยกระดับการรักษาพยาบาลของคุณ และครอบครัว

อุบัติเหตุและการเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ทั้งกับตัวเองและคนที่คุณรัก แต่เราต้องยอมรับว่าเหตุร้าย สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ นอกจากความบอบช้ำทางกายแล้ว จิตใจของคุณอาจกังวลไปกับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่สูง

วันนี้ AIA H&S Plus Gold

จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านค่าใช้จ่าย รวมถึงการยกระดับการรักษาพยาบาลของคุณ และคนที่คุณรัก ทั้งในส่วนของการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ด้วยการคำนวณผลประโยชน์แบบเหมาจ่ายตามจริง*ให้คุณ

• รับความคุ้มครองด้วยวงเงินสูงสุด 5,000,000 บาทต่อรอบปีกรมธรรม์ (แผน 5)
• สามารถรับการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดจากโรงพยาบาล
• เข้ารับการรักษาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยได้ทันท่วงที ก่อนเป็นสาเหตุนำไปสู่โรคร้ายแรงได้
• ได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุม เช่น
# บริการรถพยาบาลฉุกเฉิน
# การเข้ารักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน
# การผ่าตัด
# การให้คำปรึกษาจากแพทย์ทั่วไปและแพทย์เฉพาะทาง
# ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกต่อครั้งที่เกิดจากการรักษาพยาบาลต่อเนื่องในช่วง 30 วันหลังจากเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง
# ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกสำหรับค่าล้างไต, ค่าเคมีบำบัด และค่ารังสีบำบัด
* ชดเชยค่ารักษาพยาบาลตามจำนวนเงินที่จ่ายจริง ทั้งนี้ไม่เกินผลประโยชน์สูงสุดตามที่ระบุไว้ในผลประโยชน์สูงสุดต่อรอบปีกรมธรรม์ และต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง หรือต่อการเข้าพักรักษาตัวจากอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งใดครั้งหนึ่ง แล้วแต่กรณี
** คำเตือน ผู้ขอเอาประกันภัยควรศึกษาและทำความเข้าใจในเอกสารเสนอขายก่อนตัดสินใจทำประกันภัย เมื่อได้รับกรมธรรม์แล้วโปรดศึกษารายละเอียดข้อกำหนดและเงื่อนไขในกรมธรรม์

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

ทุนประกันเท่าไหร่จึงจะพอดี

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการทำประกันชีวิต แต่ยังติดที่ไม่รู้ว่าควรจะทำทุนประกันเท่าไหร่จึงจะพอเหมาะพอดี วิธีที่ง่ายที่สุด คือ “วิธีทวีคูณรายได้” (The Multiple of Earnings Method) โดยตัวเลขทวีคูณที่นิยมใช้จะอยู่ระหว่าง 3 – 5 เท่าของรายได้ต่อปี
 ตัวอย่างเช่น สมศักดิ์มีรายได้ 500,000 บาทต่อปี สมมติให้ตัวเลขทวีคูณเท่ากับ 5 ดังนั้น สมศักดิ์จึงควร ทำประกันด้วยทุนประกัน 2,500,000 บาท (500,000 x 5)

ตัวเลขทวีคูณตามวิธีนี้ สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์ของแต่ละครอบครัวได้ โดยประเมินจาก “ระยะเวลาในการปรับตัว” เพื่อให้คนที่อยู่ต่อไปสามารถดูแลตนเองและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ อย่างกรณีของสมศักดิ์หากสมศักดิ์เสียชีวิตไป ภรรยาของเขาจะได้รับเงิน 2,500,000 บาท ซึ่งจะช่วยให้เธอมีเวลาตั้งหลัก และยังมีเงินใช้จ่ายเหมือนสมศักดิ์ยังคงทำงานหาเงินอยู่อย่างน้อย 5 ปี

 นอกจากวิธีทวีคูณรายได้แล้ว คุณอาจใช้ “วิธีวิเคราะห์ความจำเป็นทางการเงิน” (The Financial Needs Analysis Method) เพื่อประมาณทุนประกันที่เหมาะสมได้เช่นกัน แต่วิธีนี้อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย เพราะต้อง พิจารณารายละเอียดรอบด้านทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อจะได้ทราบความต้องการทางการเงินที่แท้จริง เริ่มจาก...
 
ขั้นที่ 1 ประมาณความต้องการทางการเงินที่จำเป็นต้องได้รับความคุ้มครอง
  ต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายและภาระทางการเงินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งหมด ได้แก่ รายได้สำหรับ
ครอบครัว ภาระหนี้สิน การศึกษาบุตร ค่ารักษาพยาบาล เงินฉุกเฉิน ความทุพพลภาพ การชดเชย
รายได้ รวมทั้งความคุ้มครองทรัพย์สินส่วนบุคคล
 
ขั้นที่ 2 ประมาณการรายได้และทรัพยากรทางการเงินทั้งหมดที่มี
  เช่น เงินออม เงินลงทุน ดอกเบี้ย ผลตอบแทนผลประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งสินทรัพย์ที่มีมูลค่าทั้งหมด
โดยระยะเวลาในการประมาณการรายจ่ายและรายได้ต้องสอดคล้องกัน
 
ขั้นที่ 3 คำนวณทุนประกัน
  หลังจากรวบรวมข้อมูลรายจ่ายและรายได้เรียบร้อยแล้ว ให้คำนวณทุนประกันที่เหมาะสมได้จากสูตร...
แล้วต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันปีละมากๆ จนต้องล้มเลิกกลางคัน ดูตัวอย่างการคำนวณทุนประกันด้วยวิธีนี้ คลิกที่นี่





2 ชนิด 3 ประเภท 4 แบบ... เลือกอะไรดี

หลายคนอาจสงสัยว่า... “การประกันชีวิต” มีอยู่เยอะแยะมากมาย แล้วจะเลือกอย่างไรให้เหมาะกับตัวเราก่อนอื่น... เราต้องรู้จักก่อนว่าการประกันชีวิตในบ้านเราแบ่งออกเป็น “2 ชนิด 3 ประเภท 4 แบบ” 


2 ชนิด... คือ ชนิดที่มีเงินปันผลและไม่มีเงินปันผล

3 ประเภท... ได้แก่
“ประเภทสามัญ” เน้นเฉลี่ยความเสี่ยงในกลุ่มผู้ที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไป ทุนประกันค่อนข้างสูง 

“ประเภทอุตสาหกรรม” ที่มีทุนประกันและเบี้ยประกันต่ำมาก เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง 

“ประเภทกลุ่ม” เป็นประกันชีวิตของบริษัท ซึ่งนายจ้างจะขอทำประกันให้กลุ่มลูกจ้างหรือพนักงาน
ภายใต้กรมธรรม์หลักฉบับเดียวกัน ค่าเบี้ยประกันที่แต่ละคนต้องชำระจะต่ำกว่าประเภทสามัญ และอุตสาหกรรม
 
 
 

4 แบบ... แบ่งเป็น
“แบบชั่วระยะเวลา” (Term Insurance) มีทั้งระยะสั้น ระยะยาว จ่ายเงินคืนให้แก่ผู้รับประโยชน์ 
เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองการเสียชีวิต
ก่อนวัยอันควร หรือคุ้มครองหนี้สิน

“แบบตลอดชีพ” (Whole Life Insurance) คุ้มครองตลอดชีพ โดยจะจ่ายเงินคืนให้ผู้รับประโยชน์
เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือจ่ายเงินคืนให้ผู้เอาประกันเมื่อผู้เอาประกันมีอายุครบ 99 ปี เหมาะสำหรับ 
ผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว

“แบบสะสมทรัพย์” (Endowment Insurance) ลูกผสมระหว่างการคุ้มครองชีวิตและการออมเงิน
จ่ายเงินคืนให้ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือจ่ายเงินคืนให้ผู้เอาประกันเมื่ออยู่จนครบสัญญา
เหมาะสำหรับผูู้้ที่ต้องการออมเงินระยะยาว

“แบบเงินได้ประจำ” (Annuities Insurance) บริษัทประกันจะจ่ายเงินให้เป็นงวดๆ จนกว่า 
ผู้เอาประกันจะเสียชีวิต เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสะสมเงินไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ แต่ประกัน
แบบสุดท้ายนี้ยังไม่มีในบ้านเรา

ที่มา.
http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=1533&Itemid=1435

เลือกบริษัทผู้รับประกันภัย... ดูปัจจัยอะไรบ้าง

หลักสำคัญในการเลือกผู้รับประกัน คือ “ความมั่นคงทางการเงินของผู้รับประกัน” เพื่อเป็นหลักประกัน ที่มั่นคงในยามที่ต้องประสบความสูญเสีย ผู้รับประกันภัยที่ดีต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการ และสร้างผลตอบแทนที่ดีได้จากเบี้ยประกันที่เก็บรวบรวมไว้ รวมทั้งต้องจัดสรรเงินชดใช้เพื่อการบรรเทาความสูญเสียได้ตามสัญญาอย่างรวดเร็วและทันท่วงที 

นอกจากนี้ ในปัจจุบันผู้รับประกันมีกรมธรรม์ประกันภัยแบบต่างๆ ให้เลือกมากมาย เราควรเลือกทำประกันภัยแบบที่จะได้รับประโยชน์ตรงตามความต้องการของตนเองมากที่สุดทั้งผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน สิทธิพิเศษในด้านอื่น การให้บริการของตัวแทนประกันภัยตลอดจนความสามารถในการเป็นตัวกลางเพื่อไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

   

เพื่อให้ได้บริษัทผู้รับประกันภัยที่ดีที่สุด เราควรหาข้อมูลบริษัทผู้รับประกันหลายๆ แห่งเพื่อเปรียบเทียบอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจฝากอนาคตของตนเองและสมาชิกในครอบครัวไว้กับผู้รับประกัน โดยข้อมูลสำคัญที่จะต้องเปรียบเทียบประกอบด้วย...    
ข้อมูลทางการเงิน ชื่อเสียงของบริษัท ประวัติการดำเนินงาน รูปแบบของกรมธรรม์    การให้บริการ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของกรมการประกันภัย    www.oic.or.th

ที่มา.http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=1533&Itemid=1435

ประกันภัย ประกันวินาศภัย ประกันชีวิต

“การทำประกันภัย” เป็นการเฉลี่ยความเสียหายทางการเงินที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราไปยังบุคคลอื่นด้วย “เบี้ยประกัน” จำนวนไม่มากนักเราก็จะได้รับความคุ้มครองทางการเงินเมื่อประสบภัย ซึ่งการประกันภัยในบ้านเราแบ่งออกเป็น...

 การประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance) คือ การประกันภัยที่ใช้ทรัพย์สิน วัตถุหรือความรับผิดเป็นเหตุให้เกิดการชดใช้เงินตามสัญญา เช่น ประกันรถยนต์ ประกันอัคคีภัยประกันการโจรกรรม ฯลฯ

การประกันชีวิต (Life Insurance) คือ การประกันภัยที่อาศัยชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพ อนามัยของผู้ทำประกันเป็นเหตุให้เกิดการชดใช้เงินตามสัญญา เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ ฯลฯ
แต่ไม่ว่าเราจะทำประกันภัยในรูปแบบใดก็ตาม นอกจากเราจะมี “สิทธิ” ในการเรียกร้อง ค่าเสียหายตามกรมธรรม์แล้ว เรายังมี “หน้าที่” ในการเปิดเผยข้อเท็จจริง คอยระแวดระวังไม่ก่อภัยขึ้นเอง รวมไปถึงการชำระเบี้ยตามกำหนดด้วย 

คุณทำ “หน้าที่” ครบถ้วนก่อนเรียกร้อง “สิทธิ” หรือเปล่า?

“วางแผนประกัน” กันเถอะ

            เคยมั้ย... กำลังคุยกับเพื่อนเก่าเรื่องหน้าที่การงานอยู่ดีๆ ก็มีอันต้องวงแตกแยกย้ายกันไปทำธุระกะทันหัน เพียงเพราะหนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นมาว่า “เรามีอาชีพใหม่ ขายประกันไงเพื่อนๆ น่าจะซื้อไว้สักฉบับนะ” และเคยมั้ย... แม้จะแยกย้ายกันไปแล้ว แต่ไอ้เพื่อนยอดนักขายก็ยังตามมาตื้อ ตื้อ ตื้อ จนในที่สุด... คุณต้องยอมซื้อประกันเพื่อตัดรำคาญ

           ไม่ว่าคุณจะซื้อประกันเพราะจำใจหรือเหตุผลใดก็ตาม... อย่าได้คิดว่านั่นคือเศษกระดาษธรรมดา ไม่มีคุณค่าหรือประโยชน์ใดๆ เพราะอันที่จริงแล้วการประกันก็เปรียบเสมือน “ร่ม” ยามใดฟ้าใสไร้พายุฝน ร่มจะเป็นภาระ เกะกะ ไม่คล่องตัว แต่ยามใดที่ฝนตกหรือแดดแรงยามนั้นเราจะรู้สึกดีที่มีร่มให้พึ่งพา
             ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน... ในวันที่ยังไม่มีเรื่องร้ายๆ แผ้วพานเข้ามา หลายคนอาจคิดว่าการทำประกันช่างเป็น “ภาระ” (ทางการเงิน) ซะเหลือเกิน แต่หากเจ็บไข้ได้ป่วย ประสบอุบัติเหตุ ขึ้นโรงขึ้นศาล ไฟไหม้บ้าน รถชนจนพิการหรือร้ายแรงจนเสียชีวิตเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละ... จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประกันขึ้นมาทันที เพราะงานนี้มีคนตามมาจ่ายค่าเสียหายให้ถึงที่ บางทีคุณอาจไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินเองสักบาทเลยด้วยซ้ำ

            เอาเป็นว่า... หากคุณไม่หัวเก่าจนเกินไปและไม่คิดว่าการทำประกันจะเป็นการ “แช่ง” ตัวเองให้เจอแต่เรื่องร้ายๆ ก็มา “วางแผนประกัน” กันเถอะ!!!


            ก่อนทำประกัน อันดับแรกต้องดูว่าคุณมีภาระอะไรบ้าง ทั้งภาระค่าใช้จ่ายและภาระหนี้สิน เช่น ต้องสะสมเงินเป็น
 ค่าเล่าเรียนของลูก ต้องออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ ก็ควรทำประกันให้ครอบคลุมความเสี่ยงและภาระ ทางการเงินทั้งหมด พร้อมสำรวจสวัสดิการที่มีอยู่ควบคู่ไปด้วย เป็นต้นว่า... คุณมีสวัสดิการที่ดีจากที่ทำงาน หรือประกันสังคม คุ้มครองในบางส่วนอยู่แล้ว ก็ใช้วิธี “ซื้อเพิ่ม” ในส่วนที่คุณขาดไปและต้องการ จะได้ไม่ต้องเสียค่าเบี้ยประกันเกินความจำเป็น

            วิธีทำประกันแบบไม่ให้รู้สึกว่าเป็นภาระติดตัว คือ ให้ทำแบบพอดีๆ มีกำลังส่งไปตลอดรอดฝั่ง เพราะการทำประกัน อาจต้องใช้ระยะเวลายาวนานพอสมควร ฉะนั้น ถ้าคุณคิดว่าเป็นภาระที่ต้องจ่ายในระยะยาว ก็ลองคำนวณรายรับรายจ่ายของตัวเองดูว่าในแต่ละเดือนหรือปีนั้น คุณมีกำลังส่งค่าเบี้ยประกันได้เท่าไหร่ที่จะไม่ “เกินตัว” อย่างน้อยๆ ลองเจียดเงินสัก10% ของรายได้มาทำประกันก็ถือว่าไม่มากเกินไป เมื่อมีรายได้มากขึ้นค่อยทยอยซื้อประกันเพิ่มขึ้น

            นอกจากปัญหาจ่ายค่าประกันเกินกำลังแล้ว อีกปัญหาหนึ่งซึ่งพบอยู่เป็นประจำ คือ ซื้อประกันไม่ตรงกับความต้องการ และวัตถุประสงค์ของตนเอง ยิ่งทุกวันนี้มีประกันมากมายหลายชนิด แถมแต่ละชนิดยังมีลูกเล่นที่แตกต่างกันออกไป จึงไม่มีใคร บอกได้ว่าประกันแบบไหนที่จะเหมาะกับเรามากที่สุด... นอกจากตัวเราเอง 

            บางคนไม่เน้นว่าจะได้ผลตอบแทนคืนเท่าไหร่ แต่ขอให้ตอนเจ็บไข้ได้ป่วยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ส่วนบางคนเน้น ว่าจะได้ผลตอบแทนมากหน่อย ไม่เน้นเรื่องรายละเอียดคุ้มครอง ขณะที่บางคนนึกถึงคนที่อยู่ข้างหลังมากที่สุด ว่าจะได้รับ ผลประโยชน์มากน้อยแค่ไหน จึงไม่มีคำตอบที่แน่นอนตายตัวสำหรับผู้ทำประกัน

           แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกแบบไหนก็ตาม... ขอให้ศึกษากรมธรรม์อย่างรอบคอบ จะได้รู้ว่าเงื่อนไขของประกันที่คุณเลือกนั้น ให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง และคุณจะได้รับประโยชน์มากน้อยแค่ไหน