วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

ทุนประกันเท่าไหร่จึงจะพอดี

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการทำประกันชีวิต แต่ยังติดที่ไม่รู้ว่าควรจะทำทุนประกันเท่าไหร่จึงจะพอเหมาะพอดี วิธีที่ง่ายที่สุด คือ “วิธีทวีคูณรายได้” (The Multiple of Earnings Method) โดยตัวเลขทวีคูณที่นิยมใช้จะอยู่ระหว่าง 3 – 5 เท่าของรายได้ต่อปี
 ตัวอย่างเช่น สมศักดิ์มีรายได้ 500,000 บาทต่อปี สมมติให้ตัวเลขทวีคูณเท่ากับ 5 ดังนั้น สมศักดิ์จึงควร ทำประกันด้วยทุนประกัน 2,500,000 บาท (500,000 x 5)

ตัวเลขทวีคูณตามวิธีนี้ สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์ของแต่ละครอบครัวได้ โดยประเมินจาก “ระยะเวลาในการปรับตัว” เพื่อให้คนที่อยู่ต่อไปสามารถดูแลตนเองและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ อย่างกรณีของสมศักดิ์หากสมศักดิ์เสียชีวิตไป ภรรยาของเขาจะได้รับเงิน 2,500,000 บาท ซึ่งจะช่วยให้เธอมีเวลาตั้งหลัก และยังมีเงินใช้จ่ายเหมือนสมศักดิ์ยังคงทำงานหาเงินอยู่อย่างน้อย 5 ปี

 นอกจากวิธีทวีคูณรายได้แล้ว คุณอาจใช้ “วิธีวิเคราะห์ความจำเป็นทางการเงิน” (The Financial Needs Analysis Method) เพื่อประมาณทุนประกันที่เหมาะสมได้เช่นกัน แต่วิธีนี้อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย เพราะต้อง พิจารณารายละเอียดรอบด้านทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อจะได้ทราบความต้องการทางการเงินที่แท้จริง เริ่มจาก...
 
ขั้นที่ 1 ประมาณความต้องการทางการเงินที่จำเป็นต้องได้รับความคุ้มครอง
  ต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายและภาระทางการเงินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งหมด ได้แก่ รายได้สำหรับ
ครอบครัว ภาระหนี้สิน การศึกษาบุตร ค่ารักษาพยาบาล เงินฉุกเฉิน ความทุพพลภาพ การชดเชย
รายได้ รวมทั้งความคุ้มครองทรัพย์สินส่วนบุคคล
 
ขั้นที่ 2 ประมาณการรายได้และทรัพยากรทางการเงินทั้งหมดที่มี
  เช่น เงินออม เงินลงทุน ดอกเบี้ย ผลตอบแทนผลประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งสินทรัพย์ที่มีมูลค่าทั้งหมด
โดยระยะเวลาในการประมาณการรายจ่ายและรายได้ต้องสอดคล้องกัน
 
ขั้นที่ 3 คำนวณทุนประกัน
  หลังจากรวบรวมข้อมูลรายจ่ายและรายได้เรียบร้อยแล้ว ให้คำนวณทุนประกันที่เหมาะสมได้จากสูตร...
แล้วต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันปีละมากๆ จนต้องล้มเลิกกลางคัน ดูตัวอย่างการคำนวณทุนประกันด้วยวิธีนี้ คลิกที่นี่





2 ชนิด 3 ประเภท 4 แบบ... เลือกอะไรดี

หลายคนอาจสงสัยว่า... “การประกันชีวิต” มีอยู่เยอะแยะมากมาย แล้วจะเลือกอย่างไรให้เหมาะกับตัวเราก่อนอื่น... เราต้องรู้จักก่อนว่าการประกันชีวิตในบ้านเราแบ่งออกเป็น “2 ชนิด 3 ประเภท 4 แบบ” 


2 ชนิด... คือ ชนิดที่มีเงินปันผลและไม่มีเงินปันผล

3 ประเภท... ได้แก่
“ประเภทสามัญ” เน้นเฉลี่ยความเสี่ยงในกลุ่มผู้ที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไป ทุนประกันค่อนข้างสูง 

“ประเภทอุตสาหกรรม” ที่มีทุนประกันและเบี้ยประกันต่ำมาก เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง 

“ประเภทกลุ่ม” เป็นประกันชีวิตของบริษัท ซึ่งนายจ้างจะขอทำประกันให้กลุ่มลูกจ้างหรือพนักงาน
ภายใต้กรมธรรม์หลักฉบับเดียวกัน ค่าเบี้ยประกันที่แต่ละคนต้องชำระจะต่ำกว่าประเภทสามัญ และอุตสาหกรรม
 
 
 

4 แบบ... แบ่งเป็น
“แบบชั่วระยะเวลา” (Term Insurance) มีทั้งระยะสั้น ระยะยาว จ่ายเงินคืนให้แก่ผู้รับประโยชน์ 
เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองการเสียชีวิต
ก่อนวัยอันควร หรือคุ้มครองหนี้สิน

“แบบตลอดชีพ” (Whole Life Insurance) คุ้มครองตลอดชีพ โดยจะจ่ายเงินคืนให้ผู้รับประโยชน์
เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือจ่ายเงินคืนให้ผู้เอาประกันเมื่อผู้เอาประกันมีอายุครบ 99 ปี เหมาะสำหรับ 
ผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว

“แบบสะสมทรัพย์” (Endowment Insurance) ลูกผสมระหว่างการคุ้มครองชีวิตและการออมเงิน
จ่ายเงินคืนให้ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือจ่ายเงินคืนให้ผู้เอาประกันเมื่ออยู่จนครบสัญญา
เหมาะสำหรับผูู้้ที่ต้องการออมเงินระยะยาว

“แบบเงินได้ประจำ” (Annuities Insurance) บริษัทประกันจะจ่ายเงินให้เป็นงวดๆ จนกว่า 
ผู้เอาประกันจะเสียชีวิต เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสะสมเงินไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ แต่ประกัน
แบบสุดท้ายนี้ยังไม่มีในบ้านเรา

ที่มา.
http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=1533&Itemid=1435

เลือกบริษัทผู้รับประกันภัย... ดูปัจจัยอะไรบ้าง

หลักสำคัญในการเลือกผู้รับประกัน คือ “ความมั่นคงทางการเงินของผู้รับประกัน” เพื่อเป็นหลักประกัน ที่มั่นคงในยามที่ต้องประสบความสูญเสีย ผู้รับประกันภัยที่ดีต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการ และสร้างผลตอบแทนที่ดีได้จากเบี้ยประกันที่เก็บรวบรวมไว้ รวมทั้งต้องจัดสรรเงินชดใช้เพื่อการบรรเทาความสูญเสียได้ตามสัญญาอย่างรวดเร็วและทันท่วงที 

นอกจากนี้ ในปัจจุบันผู้รับประกันมีกรมธรรม์ประกันภัยแบบต่างๆ ให้เลือกมากมาย เราควรเลือกทำประกันภัยแบบที่จะได้รับประโยชน์ตรงตามความต้องการของตนเองมากที่สุดทั้งผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน สิทธิพิเศษในด้านอื่น การให้บริการของตัวแทนประกันภัยตลอดจนความสามารถในการเป็นตัวกลางเพื่อไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

   

เพื่อให้ได้บริษัทผู้รับประกันภัยที่ดีที่สุด เราควรหาข้อมูลบริษัทผู้รับประกันหลายๆ แห่งเพื่อเปรียบเทียบอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจฝากอนาคตของตนเองและสมาชิกในครอบครัวไว้กับผู้รับประกัน โดยข้อมูลสำคัญที่จะต้องเปรียบเทียบประกอบด้วย...    
ข้อมูลทางการเงิน ชื่อเสียงของบริษัท ประวัติการดำเนินงาน รูปแบบของกรมธรรม์    การให้บริการ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของกรมการประกันภัย    www.oic.or.th

ที่มา.http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=1533&Itemid=1435

ประกันภัย ประกันวินาศภัย ประกันชีวิต

“การทำประกันภัย” เป็นการเฉลี่ยความเสียหายทางการเงินที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราไปยังบุคคลอื่นด้วย “เบี้ยประกัน” จำนวนไม่มากนักเราก็จะได้รับความคุ้มครองทางการเงินเมื่อประสบภัย ซึ่งการประกันภัยในบ้านเราแบ่งออกเป็น...

 การประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance) คือ การประกันภัยที่ใช้ทรัพย์สิน วัตถุหรือความรับผิดเป็นเหตุให้เกิดการชดใช้เงินตามสัญญา เช่น ประกันรถยนต์ ประกันอัคคีภัยประกันการโจรกรรม ฯลฯ

การประกันชีวิต (Life Insurance) คือ การประกันภัยที่อาศัยชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพ อนามัยของผู้ทำประกันเป็นเหตุให้เกิดการชดใช้เงินตามสัญญา เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ ฯลฯ
แต่ไม่ว่าเราจะทำประกันภัยในรูปแบบใดก็ตาม นอกจากเราจะมี “สิทธิ” ในการเรียกร้อง ค่าเสียหายตามกรมธรรม์แล้ว เรายังมี “หน้าที่” ในการเปิดเผยข้อเท็จจริง คอยระแวดระวังไม่ก่อภัยขึ้นเอง รวมไปถึงการชำระเบี้ยตามกำหนดด้วย 

คุณทำ “หน้าที่” ครบถ้วนก่อนเรียกร้อง “สิทธิ” หรือเปล่า?

“วางแผนประกัน” กันเถอะ

            เคยมั้ย... กำลังคุยกับเพื่อนเก่าเรื่องหน้าที่การงานอยู่ดีๆ ก็มีอันต้องวงแตกแยกย้ายกันไปทำธุระกะทันหัน เพียงเพราะหนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นมาว่า “เรามีอาชีพใหม่ ขายประกันไงเพื่อนๆ น่าจะซื้อไว้สักฉบับนะ” และเคยมั้ย... แม้จะแยกย้ายกันไปแล้ว แต่ไอ้เพื่อนยอดนักขายก็ยังตามมาตื้อ ตื้อ ตื้อ จนในที่สุด... คุณต้องยอมซื้อประกันเพื่อตัดรำคาญ

           ไม่ว่าคุณจะซื้อประกันเพราะจำใจหรือเหตุผลใดก็ตาม... อย่าได้คิดว่านั่นคือเศษกระดาษธรรมดา ไม่มีคุณค่าหรือประโยชน์ใดๆ เพราะอันที่จริงแล้วการประกันก็เปรียบเสมือน “ร่ม” ยามใดฟ้าใสไร้พายุฝน ร่มจะเป็นภาระ เกะกะ ไม่คล่องตัว แต่ยามใดที่ฝนตกหรือแดดแรงยามนั้นเราจะรู้สึกดีที่มีร่มให้พึ่งพา
             ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน... ในวันที่ยังไม่มีเรื่องร้ายๆ แผ้วพานเข้ามา หลายคนอาจคิดว่าการทำประกันช่างเป็น “ภาระ” (ทางการเงิน) ซะเหลือเกิน แต่หากเจ็บไข้ได้ป่วย ประสบอุบัติเหตุ ขึ้นโรงขึ้นศาล ไฟไหม้บ้าน รถชนจนพิการหรือร้ายแรงจนเสียชีวิตเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละ... จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประกันขึ้นมาทันที เพราะงานนี้มีคนตามมาจ่ายค่าเสียหายให้ถึงที่ บางทีคุณอาจไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินเองสักบาทเลยด้วยซ้ำ

            เอาเป็นว่า... หากคุณไม่หัวเก่าจนเกินไปและไม่คิดว่าการทำประกันจะเป็นการ “แช่ง” ตัวเองให้เจอแต่เรื่องร้ายๆ ก็มา “วางแผนประกัน” กันเถอะ!!!


            ก่อนทำประกัน อันดับแรกต้องดูว่าคุณมีภาระอะไรบ้าง ทั้งภาระค่าใช้จ่ายและภาระหนี้สิน เช่น ต้องสะสมเงินเป็น
 ค่าเล่าเรียนของลูก ต้องออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ ก็ควรทำประกันให้ครอบคลุมความเสี่ยงและภาระ ทางการเงินทั้งหมด พร้อมสำรวจสวัสดิการที่มีอยู่ควบคู่ไปด้วย เป็นต้นว่า... คุณมีสวัสดิการที่ดีจากที่ทำงาน หรือประกันสังคม คุ้มครองในบางส่วนอยู่แล้ว ก็ใช้วิธี “ซื้อเพิ่ม” ในส่วนที่คุณขาดไปและต้องการ จะได้ไม่ต้องเสียค่าเบี้ยประกันเกินความจำเป็น

            วิธีทำประกันแบบไม่ให้รู้สึกว่าเป็นภาระติดตัว คือ ให้ทำแบบพอดีๆ มีกำลังส่งไปตลอดรอดฝั่ง เพราะการทำประกัน อาจต้องใช้ระยะเวลายาวนานพอสมควร ฉะนั้น ถ้าคุณคิดว่าเป็นภาระที่ต้องจ่ายในระยะยาว ก็ลองคำนวณรายรับรายจ่ายของตัวเองดูว่าในแต่ละเดือนหรือปีนั้น คุณมีกำลังส่งค่าเบี้ยประกันได้เท่าไหร่ที่จะไม่ “เกินตัว” อย่างน้อยๆ ลองเจียดเงินสัก10% ของรายได้มาทำประกันก็ถือว่าไม่มากเกินไป เมื่อมีรายได้มากขึ้นค่อยทยอยซื้อประกันเพิ่มขึ้น

            นอกจากปัญหาจ่ายค่าประกันเกินกำลังแล้ว อีกปัญหาหนึ่งซึ่งพบอยู่เป็นประจำ คือ ซื้อประกันไม่ตรงกับความต้องการ และวัตถุประสงค์ของตนเอง ยิ่งทุกวันนี้มีประกันมากมายหลายชนิด แถมแต่ละชนิดยังมีลูกเล่นที่แตกต่างกันออกไป จึงไม่มีใคร บอกได้ว่าประกันแบบไหนที่จะเหมาะกับเรามากที่สุด... นอกจากตัวเราเอง 

            บางคนไม่เน้นว่าจะได้ผลตอบแทนคืนเท่าไหร่ แต่ขอให้ตอนเจ็บไข้ได้ป่วยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ส่วนบางคนเน้น ว่าจะได้ผลตอบแทนมากหน่อย ไม่เน้นเรื่องรายละเอียดคุ้มครอง ขณะที่บางคนนึกถึงคนที่อยู่ข้างหลังมากที่สุด ว่าจะได้รับ ผลประโยชน์มากน้อยแค่ไหน จึงไม่มีคำตอบที่แน่นอนตายตัวสำหรับผู้ทำประกัน

           แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกแบบไหนก็ตาม... ขอให้ศึกษากรมธรรม์อย่างรอบคอบ จะได้รู้ว่าเงื่อนไขของประกันที่คุณเลือกนั้น ให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง และคุณจะได้รับประโยชน์มากน้อยแค่ไหน

การลงทุนคืออะไร

โดยปกติแล้ว คำว่า “การลงทุน” ในทางเศรษฐศาสตร์ คือ การที่เราใช้สอยทรัพยากรอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อทำให้เกิดสินค้าหรือบริการขึ้นใหม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็น
การลงทุนที่แท้จริง (Real Investment) โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการผลิตสินค้าหรือบริการว่า คุ้มกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการใช้สอยทรัพยากรนั้นๆ 
หรือไม่



ในทางการเงิน มีผู้เชี่ยวชาญทางการเงินหลายๆ ท่านให้นิยามของคำว่า “การลงทุน” ไว้หลากหลาย แต่ขอสรุปสั้นๆ ให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “การลงทุน” คือ 
การชะลอการใช้เงินจำนวนหนึ่งในปัจจุบัน และนำไปซื้อสินทรัพย์หรือตราสารทางการเงิน โดยคาดหวังว่าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต เงินลงทุนจำนวนนี้จะงอกเงยขึ้น
และก่อให้เกิดผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่สามารถชดเชยทั้งระยะเวลา อัตราเงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างคุ้มค่านั่นเอง

ท้ายนี้อยากฝากไว้ว่า... การจะลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้น เราไม่จำเป็นต้องร่ำเรียนหรือจบการศึกษาด้านการเงินการลงทุนโดยตรง ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้าน 
เศรษฐศาสตร์ขั้นเทพ ไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะด้านการคำนวณ หรือต้องมีพรสวรรค์ในด้านใดเป็นพิเศษ เพียงแค่รู้จัก “เปิดโอกาส” ให้ตัวเองที่จะเรียนรู้พื้นฐานการจัดการเงิน
ลงทุนและทำความเข้าใจธรรมชาติของการลงทุนให้ถ่องแท้ เพื่อปรับตัว ปรับใจ และจะได้ตั้งรับอย่างมั่นคง หากการลงทุนไม่เป็นไปอย่างที่เราต้องการ โดยผ่าน
“6 เรื่องควรรู้” ซึ่งว่าที่ผู้ลงทุนทั้งหลายต้องทำความเข้าใจก่อนจะเริ่มลงทุน

ที่มา.http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=1746&Itemid=1523

“การลงทุน” และ “ความเสี่ยง”

รูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

จริงอยู่ที่คำว่า “การลงทุน” มักจะพ่วงท้ายมาด้วยคำว่า “ความเสี่ยง” เสมอ แต่คุณทราบหรือไม่ว่า “การไม่ลงทุนก็มีความเสี่ยง” อยู่ไม่น้อยเช่นกัน

ถ้าไม่เชื่อ... คุณลองหยิบธนบัตรใบละ 100 บาทขึ้นมา และคิดย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วว่า เงิน 100 บาทนี้ สามารถซื้อข้าวได้กี่จาน มากกว่าหรือน้อย
ที่ซื้อได้ในวันนี้? 

เชื่อว่าคำตอบที่ได้รับน่าจะเหมือนๆ กัน คือ เงิน 100 บาท เมื่อ 10 ปีที่แล้ว สามารถซื้อข้าวได้มากกว่าในวันนี้เป็นแน่ นั่นเป็นเพราะ “พลังเงิน” หรือ
  “มูลค่าที่แท้จริงของเงิน” ลดลงตลอดเวลา อันเนื่องมาจากภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ซึ่งเป็นภาวะที่ราคาสินค้าหรือบริการโดยเฉลี่ยในท้องตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อ เนื่อง 

ดังนั้น การเก็บเงินไว้กับตัวเอง จะเอาใส่ไหฝังดิน หรือเก็บซ่อนไว้ตามตู้เสื้อผ้าหรือใต้หมอนเหมือนในอดีตที่ผ่านมา จึงมีแต่จะทำให้เงินที่เก็บสะสมไว้มีมูลค่า
ลดลงเรื่อยๆ 

ด้วยเหตุนี้เอง คนเราจึงเริ่มสะสมหรือเก็บออมเงินในรูปของเงินฝากธนาคาร เพื่อเพิ่มค่าเงินออมให้มากขึ้น และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ แต่หลายปี
ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อวิ่งพุ่งพรวด ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังอยู่ต่ำติดดิน ลำพังการออมเงินไว้ในธนาคารเพียงอย่างเดียว คงทำให้คุณต้องแบกต้นทุนชีวิตที่แพงขึ้น 
เพราะเงินออมเติบโตไม่ทันราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น แถมดูท่าจะไปถึงฝั่งฝันได้ลำบากมากยิ่งขึ้น

“การลงทุน” จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ เงินออมของคุณงอกเงย และบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้เร็วขึ้น เพราะการลงทุนให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่า
ดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งเมื่อหักลบกับเงินเฟ้อแล้ว “พลังเงิน” ของคุณไม่ลดลง แถมยังช่วย “เพิ่มพลัง” ในการจับจ่ายใช้สอยให้คุณได้อีกด้วย 

แต่ในปัจจุบัน ทางเลือกในการลงทุนมีหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป คุณจึงจำเป็นต้องศึกษาทางเลือกต่างๆ เพื่อให้เงินออม 
ออกดอกออกผล สร้างความมั่งคั่งให้คุณอย่างคุ้มค่าและสอดคล้องกับความต้องการมากที่สุด 

เอาเป็นว่า... ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้เรื่องการลงทุนพร้อมๆ กันนั้น เราน่าจะทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนดีกว่าว่า “การลงทุนคืออะไร” เพราะบางคนเห็นคนอื่นร่ำรวย
จากการลงทุน เลยเข้าใจว่าการลงทุนน่าจะเป็นหนทางทำให้ตนเองร่ำรวยได้รวดเร็ว ในขณะที่อีกหลายคนเข้าใจว่าการลงทุนเป็นเหมือนการพนันหรือการเสี่ยงโชค
ประเภทหนึ่ง ถ้ามีดวง ก็อาจทำให้ร่ำรวยกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านในชั่วข้ามคืน

แท้จริงแล้ว... การลงทุนไม่ใช่หนทางที่จะทำให้ผู้ลงทุนร่ำรวยได้อย่างรวดเร็วเสมอไป ในทางตรงกันข้าม การลงทุนที่ขาดความรู้ ขาดความเข้าใจไม่มีการศึกษา 
และวางแผนการลงทุนที่ดีพอ ก็อาจทำให้คุณเสียโอกาสในการลงทุน เผลอๆ อาจจะทำให้ขาดทุนเลยก็ได้


ที่มา.http://www.tsi-thailand.org/

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

ประโยชน์ของการประกันภัย

การประกันภัยเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการบริหารการเงินของคุณ เพราะเป็นวิธีที่ทำให้คุณสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดต่อตัวหรือทรัพย์สินของคุณได้ทุกเมื่อ โดยบริษัทที่คุณทำประกันภัยไว้จะทดแทนค่าเสียหายให้ตามวงเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ดังนั้นในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่คุณและครอบครัว การประกันภัยจึงมีประโยชน์อย่างมากและเป็นส่วนที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด อย่างไรก็ตาม ก่อนซื้อประกันภัย คุณควรทำความเข้าใจกับหลักการประกันภัยก่อน เพื่อจะได้สามารถเลือกซื้อประกันภัยแบบที่เหมาะสมในราคาที่คุ้มค่าที่สุด 

การประกันภัย คือ การจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยในจำนวนที่เล็กน้อย (เมื่อเทียบกับความเสียหายแล้ว) เพื่อป้องกันไม่ให้ต้องเสียเงินเยอะในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นจริง โดยบริษัทประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายแทน 

การประกันภัยมิได้เป็นการทำให้ความเสี่ยงหรืออุบัติเหตุหายไป แต่การประกันภัยจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ด้านการเงินตลอดจนการดำเนินการต่างๆ อันเนื่องมาจากความเสียหายนั้น แต่อย่างไรก็ตามวิธีการป้องกันความเสียหายที่แท้จริงและดีที่สุดคือการมีความระมัดระวังในการดำเนินชีวิตของคุณเอง ส่วนการประกันภัยนั้นคุณควรมีไว้เพื่อเป็นแหล่งสำรองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น

ก้าวแรกสู่การเป็นผู้นำด้วยแนวคิด e-Business

ความเปลี่ยนแปลงในการที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคนั้นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการใช้แนวค ิดด้านธุรกิจแบบอี-บิสิเนส ซึ่งจะสามารถช่วยทำให้ความคิดที่ดีกลายเป็นประโยชน์ที่จับต้องได้อย่างรวดเร็ว นอกจากจะต้องดำเนินการในด้านสถานที่ การคมนาคมขนส่งแล้วด้านแอพพลิเคชั่นแบบออนไลน์ที่จะเข้ามาช่วยปรับปรุงกระบวนการด้านธุรกิจก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
ในอดีตที่ผ่านมานั้น แนวคิดและความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ในบ้านเราต้องใช้เวลานับสิบปีกว่าที่จะได้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง หรือสามารถใช้ประโยชน์ได้ จึงทำให้เราไม่สามารถที่จะไปแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านเราได้ ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีความคล่องตัวในการดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว โดยในต่างประเทศนั้นได้มีการนำเอาเว็บแอพพลิเคชั่นมาช่วยย่นระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการ จึงทำให้สามารถเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว
แต่กระนั้น ก็ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่เราจะเริ่มปรับเปลี่ยนแนวทางและวิธีดำเนินการในโครงการต่างๆ โดยอิงแบบแผนในการทำธุรกิจแบบ อี-บิสิเนส ที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยให้เกิดความคล่องตัว โปร่งใส และประหยัดงบประมาณ ซึ่งอาจจะเริ่มจากโครงการนำร่องสักหนึ่งหรือสองโครงการ เพื่อเป็นการปรับวัฒนธรรมองค์กรและให้เวลากับบุคลากรในการปรับตัว โดยโครงการเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนกระบวนการตามแนวทางใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีแบบออนไ ลน์
จากนั้นแล้ว เมื่อได้มีการทดสอบการใช้งานและมีความคุ้นเคยกับกระบวนการใหม่นี้ ก็จะสามารถที่จะก้าวต่อไปสู่โครงการอื่นๆ ต่อไป โดยที่จะเห็นผลลัพธ์ จากระยะเวลาดำเนินการในโครงการใหม่ที่จะสามารถทำให้สำเร็จผลได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆ ในอดีต ซึ่งที่จริงแล้ว สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้เป็นมาตรฐานที่องค์กรเอกชนต่างๆ ทั่วโลกได้ยึดถือและใช้ในการดำเนินงานมาแล้ว โดยมีผลพิสูจน์แล้วว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก ซึ่งองค์กรภาครัฐก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้เช่นกัน
บทเรียนที่เราต่างก็ทราบกันดีจากอดีตที่ผ่านมาในการที่จะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านเราก็คือ เราต้องก้าวไปข้างหน้าให้เร็วกว่าที่ผ่านมา มิฉะนั้น เราก็คงต้องเป็นผู้ตามไปเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อเรามีความคิดใหม่ๆ แล้ว ต้องนำไปดำเนินการให้เกิดผลและมองต่อไปถึงการเติบโตหรือการปรับแต่งให้ดียิ่งขึ้น
ข้อคิดหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือ ปัญหาที่มักจะพบสำหรับการทำงานในโครงการที่จะต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการที่ยาวนานเป็นปีๆ กับการใช้เงินในการลงทุนเป็น จำนวนมาก และในที่สุดเทคโนโลยีที่เลือกไว้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่า โครงการที่มีระยะเวลาการดำเนินการนานนั้น เป็นเรื่องยากที่จะสามารถหาบทสรุปสุดท้ายได้ในโลกที่มีบุคลากรย้ายเข้าย้ายออกและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ย นแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นเราต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและเป็นหนทางเดียวที่จะใช้งบประมาณที่มีอยู่จำกัดให้เกิดผลลัพธ์ ที่ยิ่งใหญ่ได้
(บทความโดย คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี อ้างใน bus.rmutt.ac.th)



"คัมภีร์" การลงทุน

วันนี้ขอเขียนเรื่องการลงทุนหน่อยแล้วกันครับ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว และทุกคนไม่ว่าอยู่ในวัยใด ก็ควรทำความเข้าใจกับเรื่องนี้กันสักนิดหน่อย หลายๆ คน มักจะคิดว่าเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องไกลตัว และคิดว่าไว้คอยให้มีเงินก่อนค่อยคิดเรื่องการลงทุนแล้วกัน แต่ผมว่าคนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน น่าจะเริ่มคิดได้แล้วว่า จะดำรงชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้อย่างไร ถ้ามีครอบครัวจะหาเลี้ยงครอบครัวอย่างไร และถ้าถึงวัยเกษียณอายุ ไม่ต้องทำงาน (และไม่มีรายได้) แล้ว จะทำอย่างไรให้สามารถดำเนินชีวิตแบบสบายๆ โดยไม่เป็นภาระกับคนอื่นได้อย่างไร
จริงอยู่ครับ ว่าเงินไม่ได้ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต และเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเงิน แต่ก็ต้องยอมรับละครับ ว่าทุกวันนี้เงินเป็นสื่อกลางในการได้มาซึ่งสิ่งที่ชีวิตต้องการ เพราะฉะนั้นผมว่าการใช้เงินอย่างฉลาด พอเหมาะ พอควรกับฐานะ จะนำไปสู่ความสุขได้ครับ
ผมมีหลักง่ายๆ ในการลงทุนห้าข้อ มาให้พิจารณากันครับ หวังว่าอ่านแล้วคงเป็นประโยชน์และนำไปประยุกต์ใช้กันได้นะครับ
1.รู้จักออม
สิ่งแรกก่อนที่จะลงทุนคือต้องมีเงินจะไปลงทุนซะก่อน เงินออมก็คือเงินรายได้ที่เราไม่ได้ใช้ การรู้จักออม ก็คือการรู้จักหารายได้ และการรู้จักใช้ ข้อนี้ผมคงไม่ได้ต้องพูดมากมั้งครับ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้เกี่ยวกับโอกาสในการหารายได้ และรายจ่ายที่จำเป็นของตัวเองในปัจจุบันเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่อยากให้คิดถึงคือ การตัดสินใจใช้จ่ายในปัจจุบัน ควรคำนึงถึงรายได้และรายจ่ายในอนาคตไว้ด้วย เช่นว่า คนที่มีรายได้ในปัจจุบันมาก ก็ไม่ควรจะใช้ให้หมดในปัจจุบัน เพราะในอนาคตเราอาจจะมีรายจ่ายที่มากกว่านี้ และรายได้ไม่ได้สูงเท่าปัจจุบัน
พูดแบบนี้คนที่มีรายได้ปัจจุบันน้อย และคิดว่าวันหลังคงมีรายได้มากกว่านี้แน่ๆ ก็อาจจะเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลในการกู้เงินโดยใช้รายได้ในอนาคตมาเป็นหลักประกัน เอาเงินมาใช้จ่ายก่อน แล้วค่อยจ่ายคืนทีหลัง ซึ่งผมว่าก็มีเหตุผลดี แต่อย่าลืมนะครับว่าอนาคตมีแต่ความไม่แน่นอน ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น รายได้ที่เราคิดว่าจะมาแน่ๆ อาจจะไม่มาก็ได้ เพราะฉะนั้นใช้แต่ที่จำเป็นและอดออมไว้ก่อนเป็นดีครับ
2.รู้จักทางเลือก
พอเรามีเงินออมแล้ว ต่อมาคือเราต้องรู้จักศึกษาหาทางเลือกในการเก็บเงินออมของเรา (เพราะเรามีทางเลือก มากกว่าฝากธนาคาร!) และสิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้จักศึกษาทางเลือกเหล่านั้นให้ดีๆ แต่ละทางเลือกในการลงทุนมีคุณสมบัติด้าน ผลตอบแทน สภาพคล่อง ลักษณะของกระแสเงินสด ปัจจัยเสี่ยง และระดับความเสี่ยงต่างๆ กันไป ตัวอย่างเช่น การฝากธนาคาร (โดยทั่วไป) มีระดับความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง แต่ก็มีผลตอบแทนต่ำ การเล่นหุ้นมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่า มีสภาพคล่องสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงด้วย เช่นกัน
ผมว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับพลังมหัศจรรย์ของผลตอบแทนทบต้นมามากแล้วใช่ไหมครับ ถ้าเราสามารถหาทางเลือกในการลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนโดยเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี เงินต้นของเราจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายใน 15 ปี แต่ถ้าเราสามารถหาทางให้เงินลงทุนของเราทำงานหนักขึ้น และให้ผลตอบแทนแก่เราโดยเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี เงินของเราจะเพิ่มเป็นสองเท่าภายใน 9 ปีเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ช่วยร่นระยะเวลาถึงเป้าหมายทางการเงินของเราได้อย่างเห็นได้ชัด แต่อย่าลืมนะครับว่าสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย
ทุกวันนี้โลกแห่งการเงินพัฒนาไปมาก และเรามีทางเลือกมากมายในการลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา นอกจากนี้ยังมีกองทุนต่างๆ เปิดโอกาสให้คนที่มีเงินลงทุนน้อยสามารถเข้าถึงการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้มากขึ้น ในต้นทุนที่ต่ำ นอกจากนี้ เดี๋ยวนี้รัฐบาลยังส่งเสริมให้คนลงทุนโดยให้แรงจูงใจทางภาษีมากมาย ก็ศึกษาและทำความเข้าใจกับทางเลือกเหล่านี้ไว้ก็ดีครับ ไม่เสียหลาย
นอกจากการลงทุนของเราเองแล้ว อย่าลืมนะครับว่า บางคนอาจจะมีสินทรัพย์อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนประกันสังคม ที่เราจ่ายเงินสมทบอยู่ทุกเดือน แต่ก็อย่าไปหวังอะไรมากนักเลยครับ เพราะพอถึงเวลาที่เราเกษียณ และต้องการเงินตรงนี้ขึ้นมาจริงๆ กองทุนเหล่านี้อาจจะไม่อยู่แล้ว หรืออาจจะไม่ได้จ่ายผลประโยชน์อย่างที่กำลังโฆษณาอยู่ก็ได้ กองทุนประกันสังคมในอเมริกา และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทบางแห่งเป็นตัวอย่างที่ดีครับ (กองทุนประกันสังคมของอเมริกา ถึงกับเขียนเตือนผู้คนไว้บนใบสรุปผลประโยชน์ประจำปีว่า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในเชิงโครงสร้างของกองทุน อีก 35 ปีกองทุน จะเหลือเงินจ่ายเงินผลประโยชน์แค่ร้อยละ 74 ของผลประโยชน์ที่จ่ายให้อยู่ในปัจจุบัน!) ก็คิดถึงความเสี่ยงตรงนี้ไว้นิดนึงนะครับ
3.รู้จักความเสี่ยง
เมื่อรู้จักทางเลือกในการลงทุนแล้ว ก็ต้องรู้จักความเสี่ยงที่มากับการลงทุนด้วย ความเสี่ยงของการลงทุน ก็คือความไม่แน่นอนทั้งหลายที่ทำให้มูลค่าของการลงทุนของเราเปลี่ยนไปจากผลตอบแทนที่เราคาดว่าจะได้ ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว ไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยงเลย (แม้แต่การเอาเงินฝังตุ่มไว้ยังมีความเสี่ยงที่เกิดจากเงินเฟ้อ ที่ทำให้ค่าของเงินในตุ่มเราลดลงเลยครับ) เราจึงควรทำความเข้าใจถึงปัจจัยความเสี่ยงของการลงทุน ว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้มูลค่าและผลตอบแทนจากการลงทุนของเราเปลี่ยนไปได้บ้าง ปัจจัยเสี่ยงทั่วๆ ไปที่เราควรคิดถึง ก็รวมไปถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงที่เกิดจากราคา (เช่น ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ราคาที่ดิน ฯลฯ) ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจมหภาค (เช่น อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ) ความเสี่ยงทางเครดิต และความเสี่ยงทางเทคนิค (เช่น สั่งขายหุ้นแต่โบรกเกอร์ดันไปซื้อเพิ่ม)
เราอาจจะคิดง่ายๆ ว่า ผลตอบแทนที่เราได้มากขึ้นจากการลงทุนในสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็คือค่าตอบแทนในการเข้าไปถือปัจจัยเสี่ยงของสินทรัพย์ชนิดนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนเราจึงควรพิจารณาว่า สินทรัพย์ที่เรากำลังตัดสินใจเข้าไปลงทุนนั้น มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง มีระดับความเสี่ยงขนาดไหน และผลตอบแทนที่เราได้รับว่าคุ้มค่ากันหรือไม่ และเรายอมรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้หรือไม่
4.รู้จักบริหารความเสี่ยง
เมื่อเรายอมรับว่าไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยง เราก็ต้องบริหารความเสี่ยงในการลงทุนของเราให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และยอมรับได้ วิธีการลดความเสี่ยงที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง ก็คือการกระจายความเสี่ยง เพราะความมหัศจรรย์ของคณิต ศาสตร์ที่บอกว่า ถ้าผลตอบแทนของสินทรัพย์สองชนิดไม่เคลื่อนไหวขึ้นลงไปพร้อมกันตลอดเวลาแล้วละก็ (ภายใต้เงื่อนไขบางประการ) เราสามารถสร้างการลงทุนที่ดีกว่า (ในแง่ของการตัดสินใจในภาวะได้อย่างเสียอย่าง ระหว่างผลตอบแทน และความเสี่ยง) โดยการถือสินทรัพย์สองชนิดไว้พร้อมๆ กัน ฝรั่งเขาถึงบอกว่าอย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียว เพราะถ้าตะกร้าหล่นมาเมื่อไรละก็ เราจะไม่มีไข่กินเอานะสิครับ
แต่การลดความเสี่ยงโดยการกระจายความเสี่ยง ก็ลดได้แต่ความเสี่ยง "เฉพาะ" ของสินทรัพย์เท่านั้น การลงทุนทุกชนิดจะมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถลดลงได้โดยการกระจายความเสี่ยงเสมอ เราจึงต้องรู้จักปัจจัยความเสี่ยงที่การลงทุนของ เรามี และบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เรายอมรับได้

5.รู้จักตัวเอง
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุน คือต้องรู้จักตัวเอง รู้จักเป้าหมาย และระดับการยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง
อย่างที่บอกครับว่า เราควรบริหารเงินลงทุนให้มีระดับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสม และระดับที่เหมาะสมของนักลงทุนแต่ละคนก็ต่างกันไปครับ เช่นว่า นักลงทุนวัยละอ่อน อาจจะสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า นักลงทุนวัยดึก เพราะถึงขาดทุนไปก็ยังพอมีเวลาเอาคืนได้อยู่
นอกจากความเสี่ยงแล้ว เราควรรู้จักตัวเองว่ากระแสเงินสดในแต่ระยะช่วงเวลาของชีวิตเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น เมื่อเริ่มทำงานไปสักพัก เราอาจจะมีรายได้มากกว่ารายจ่าย (ที่จำเป็นจริงๆ) เราอาจจะรู้สึกร่ำรวยขึ้นมาผิดปกติ และอยากเอาเงินที่ได้มานั้นไปใช้ แต่เราก็ควรวางแผนการใช้เงิน โดยพิจารณาวงจรของชีวิตของตัวเอง เพราะว่าพออายุเพิ่มขึ้น แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นตาม แต่รายจ่ายก็อาจจะตามมาติดๆ เช่นกัน ไหนจะหาเงินแต่งงาน เงินค่านมลูก เตรียมแป๊ะเจี๊ยะลูกเข้าเตรียมอนุบาล ฯลฯ ถ้าใครเกิดมาในครอบครัวร่ำรวย พ่อยกหุ้นให้สองสามหมื่นล้าน อาจจะไม่ต้องคำนึงถึงข้อนี้มากนัก แต่ถ้าคนอื่นไม่โชคดีแบบนี้ก็น่าจะพิจารณาตรงนี้สักนิดนะครับ
พอพิจารณาศึกษาปัจจัยเหล่านี้กันได้แล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มลงมือตัดสินใจลงทุนกันเสียที ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มคิดละครับว่า เรามีเงินอยู่เท่าไร จะแบ่งเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินเท่าไร และพอจะเอาไปลงทุนได้เท่าไร พอได้เงินก้อนที่จะเอาไปลงทุนแล้ว ก็ต้องเอามาแบ่งในแต่ละ "ชั้นของสินทรัพย์" ละครับ ว่าจะเอาเงินไปลงทุนแต่ละกลุ่มอย่างไร เช่น ชั้นของสินทรัพย์ที่คนทั่วๆ ไปลงทุนก็เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หุ้นตัวใหญ่ หุ้นตัวเล็ก หุ้นกลุ่มพลังงาน หุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว หุ้นในตลาดเกิดใหม่ กองทุนที่ลงทุนในทรัพยากรธรรมชาติและโลหะมีค่า ฯลฯ
อย่าลืมแล้วกันครับ ว่าถ้าเราไม่มีเวลาและความสามารถในการติดตามตลาดการเงินแบบใกล้ชิด โอกาสที่เราจะทำได้ดีกว่า "ค่าเฉลี่ย" ของตลาดในระยะยาวเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย และด้วยพลังของการกระจายความเสี่ยง โดยเฉลี่ยแล้วการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายๆ ตัวในชั้นของสินทรัพย์เดียวกัน (เช่นถือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นหลายๆ ตัว เช่น SET50 Index Fund) จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่า และมีความเสี่ยงต่ำกว่าการซื้อสินทรัพย์เป็นตัวๆ (ผมไม่ได้บอกว่าการซื้อกองทุนจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการเล่นหุ้นเป็นตัวๆ เสมอไปนะครับ ถ้าใครมีเวลา และความสามารถก็อาจจะลงทุนได้ดีกว่าตลาด ก็ได้ครับ)
ถ้าเรายึดหลักแบบนี้ การตัดสินใจการลงทุนของเรา ก็เหลือแค่การกระจายเงินลงทุนของเราลงไปในแต่ละ "ชั้นสินทรัพย์" โดยที่เราไม่ต้องมานั่งนึกว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน กี่หุ้นดี ผมว่ามันง่ายกว่ากันเยอะเลยครับ แต่ถ้าใครรู้สึกว่ามันยังยากเกิน จะไปซื้อกองทุนที่เขาออกแบบมาให้แล้ว ก็ไม่ผิดอะไร แต่อย่าลืมศึกษาก่อนลงทุนแล้วกันครับ ว่าเขาเอาเงินเราไปทำอะไรบ้าง
อย่างนี้ต้องจบแบบโฆษณาชวนเชื่อทั่วไปครับ "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน"
(คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา โดย ณ พัฒน์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3786)

แนวทางการลงทุน หุ้น...ผลตอบแทนสูง

หุ้น...ผลตอบแทนสูง ตลาดหุ้นคืออะไร

ลักษณะการหนึ่งของตลาดหุ้น คือ ตลาดหุ้นเป็นแหล่งของร้านอาหารหลาย ๆ ร้าน บริษัท ๆ หลาย ๆ บริษัทมาอยู่รวมกัน เพื่อให้ท่านผู้มีเงินเก็บเหลือ ซึ่งเราเรียกว่า "นักลงทุน" มาร่วมลงทุนและนักลงทุนเหล่านั้นก็จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัท หรือเจ้าของกิจจการการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จึงเป็นทางเลือกเพื่อการออมเงินในระยะยาวที่ผู้ออมสามารถหลีกเลี่ยง หรือป้องกันการขาดทุนที่เกิดจากระดับอัตราเงินเฟ้อได้ เพราะการลงทุนในหลักทรัพย์จะช่วยรักษามูลค่าที่แท้จริงของเงินลงทุนและให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล , กำไรส่วนทุน และสิทธิการจองซื้อหุ้นใหม่ในราคาต่ำแก่ผู้ลงทุนอีกด้วย และหาก ผู้ลงทุนมีความรอบรู้และชาญฉลาดพอ ก็จะสามารถเลือกขายหลักทรัพย์ต่าง ๆ ในระดับราคาและจังหวะเวลาที่ให้ผลตอบแทนสูง
เมื่อบริษัทแห่งหนึ่งมีความต้องการเงินทุนในการขยายกิจการ หรือนำเงินมาใช้ในการดำเนินงาน บริษัทแห่งนี้อาจมีหนทางในการระดมเงินได้ 2 หนทาง คือ
  1. การระดมเงินจากตลาดเงิน (Money Market) เช่น การกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยมีพันธะผูกพันธ์ในการต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับสถาบันการเงินนั้น ๆ
  2. การระดมเงินจากตลาดหุ้น (Capital Market) ซึ่งตลาดทุนจะเป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาว (เกิน 1 ปี) โดยผู้ที่ต้องการระดมเงินทุนจะออกตราสารทางการเงิน หรือ หลักทรัพย์ในตลาดทุน ซึ่งประกอบด้วย หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล หน่วยลงทุนของ กองทุนรวม ใบสำคัญแสดงสิทธิ เป็นต้น เพื่อขายให้กับบุคคลภายนอกหรือประชาชนสำทับไปในตลาดแรก (Primary Market)
ตลาดรอง (Secondary or Trading Market) ซึ่งจัดตั้งเพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งกลางเสริมสภาพคล่องให้แก่หลักทรัพย์ที่ผ่านการจองซื้อในตลาดแรกให้สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ได้ ช่วยสร้างความมั่นคงแก่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกว่าเขาสามารถขาย หลักทรัพย์นั้น เพื่อเปลี่ยนกลับคืนเป็นเงินสดได้เมื่อต้องการ

หุ้นคืออะไร

หุ้นคือสินค้าในตลาดหลักทรัพย์ ที่เรียกโดยรวมว่า ตราสาร นั้นหมายถึง เอกสารทางการเงินที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ออกมาเพื่อระดมเงินจากผู้ลงทุนและเปิดให้มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีอยู่หลายประเภท ขอยกตัวอย่างดังนี้
  1. หุ้นสามัญ (Common Stock) หุ้นสามัญก็คือหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดซื้อขายกันอยู่ และมีจำนวนมากกว่า 80 % ของหุ้นในตลาดทั้งหมด โดยหุ้นสามัญนี้เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน ซึ่งออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน เพื่อให้คุณได้เข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกิจนั้น ๆ โดยตรง ผลตอบแทนที่คุณจะได้โดยตรงก็คือ เงินปันผลจากกำไรในธุรกิจ กำไรจากการขายหุ้นถ้าราคาหุ้นปรับตัวขึ้น และสิทธิในการจองซื้อหุ้นใหม่ ในกรณีที่มีการเพิ่มทุนจดทะเบียน
  2. หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญคือ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ
  3. ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) เป็นตราสารที่ระบุว่าผู้ถือครองจะได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หรือตราสารอนุพันธ์ในราคาที่กำหนดเมื่อถึงเวลาที่ระบุไว้ (ซึ่งราคาจองซื้อมักจะกำหนดไว้ต่ำกว่าราคาที่มีการซื้อขายปัจจุบัน ใบสำคัญแสดงสิทธิมักจะออกควบคู่กับการเพิ่มทุนเป็นเทคนิคการตลาดของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ในการจูงใจ ให้ผู้ลงทุนจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หุ้นบุริมสิทธิ



ประกันชีวิต...ป้องกันความผิดพลาด

ประกันชีวิต คืออะไร หลักพื้นฐานของเรื่องประกันชีวิตก็มาจากความเป็นจริงในชีวิตที่ว่าการดำเนินชีวิตของคนในภาวะปัจจุบัน ต้องเผชิญกับอันตรายต่าง ๆ มากกว่าแต่ก่อน ทั้งเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ, อุบัติเหตุ หรือการก่อการร้าย ซึ่งอันตรายต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นกับใคร ที่ไหนก็ได้ โดยที่เราไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้เราสามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น (โดยการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท) ไม่มีทางที่จะป้องกันได้หมด แต่เราสามารถวางแผนเผื่อ เพื่อทดแทนการสูญเสียนั้นได้
ประโยชน์ของการทำประกันชีวิต
  1. ให้ความคุ้มครองต่อครอบครัว เมื่อเราคิดที่จะมีครอบครัวแล้ว เราก็หวังว่าครอบครัวเราจะต้องมีความมั่นคงและปลอดภัยพอสมควร แต่หากหัวหน้าครอบครัวหรือ ผู้ที่หาเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวเป็นอะไรไป สมาชิกภายในครอบครัวที่เหลือย่อมประสบความลำบากในการดำรงชีวิตได้ การประกันชีวิตจะป้องกันปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นความรู้สึกอุ่นใจและมั่นคงตลอดไปของสมาชิกในครอบครัว ก็เป็นผลประโยชน์ที่ไม่ได้เป็นตัวเงิน ที่ผู้ประกันชีวิตจะได้รับ
  2. รักษาเป้าหมายการออมเงิน การทำประกันชีวิตจะมีประโยชน์ในการออมทั้งทางตรง และทางออ้มนั่นคือ หากเราสามารถกำจัดความเสี่ยงในการสูญเสียเงินออมอย่างไม่คาดคิด เราย่อมสามารถรักษาเป้าหมาย ของเงินออมเอาไว้ได้ อะไรที่อยู่ในแผนการจะสามารถควบคุมได้ง่ายกว่าสิ่งที่ไม่อยู่ในแผนการเรา
  3. สิทธิลดหย่อนทางภาษี เงินเบี้ยประกันที่เราจ่ายไปในแต่ละปี สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเป็นค่าใช้จ่ายได้ถึง 50,000.00 บาท หากท่าเป็นผู้หนึ่งที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นจำนวนมาก (โดยดูได้จากใบ Slipเงินเดือนซึ่งจะระบุว่าท่านถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าใดในแต่ละเดือน) ทางเลือกแรกของการหาค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีคือ การลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ และอีกทางเลือกหนึ่งก็คือการทำประกันชีวิตนั่นเอง เพราะการจ่ายเบี้ยประกันจะทำให้เราประหยัดภาษีในแต่ละปีได้ 10 % - 20% ของเงินเบี้ยประกัน นั่นคือกำไรพิเศษที่เราได้นั่นเอง
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนการทำประกัน
  • ประการที่ 1 ต้องเข้าใจว่า "ประกันชีวิตคืออะไร" ประกันชีวิต = (ความคุ้มครอง+การเก็บออม+การลงทุน)
  • ประการที่ 2 ต้องเข้าใจ ตัวเองก่อนตกลงใจ ท่านจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่า ท่านทำเพื่ออะไร เพราะเหตุใด และจะทำอย่างไร จะทำให้ท่านเข้าใจและตัดสินใจได้มากขึ้น
  • ประการที่ 3 ต้องเข้าใจ ประเภทของกรมธรรม์
  • ประการที่ 4 ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการชำระเบี้ยประกันภัย
  • ประการที่ 5 ทำความเข้าใจกับสิทธิอื่นที่จะได้

ความสัมพันธ์ของตลาดตราสารการเงิน

นักลงทุนในตลาดหุ้นส่วนใหญ่ มักที่จะคอยเฝ้าติดตามข่าวสารต่างๆ ว่านักวิเคราะห์จะมีมุมมองอย่างไร หรือตลาดหุ้นในต่างประเทศจะตอบสนองอย่างไร หรือแม้แต่ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศผู้นำของโลกนั้นจะเป็นอย่างไร  แต่ก็ไม่สามารถแปลความข่าวได้อย่างเข้าใจ ซึ่งบางครั้งในตัวข่าว ก็ยังเกิดความขัดแย้งและสับสนในหลายช่วงเวลา ที่ทำ ให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นประเด็นเดียวกัน แต่เกิดเหตุการณ์คนละช่วงเวลา
 ซึ่งจากตัวอย่างหนี่งที่เราอาจเห็นภาพได้ชัดคือราคาทองคำ ที่อาจมีทั้งปัจจัยบวกและลบได้จากสาเหตุจากสิ่งเดียวกัน แต่เกิดคนละช่วงเวลาได้  เหตุเพราะความสัมพันธ์ของทองคำ มิได้เกิดขี้นจากปัจจัยเดียว  ดังนั้นผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ถึงเหตุผลของกระแสเงินลงทุน ว่ามองสินทรัพย์นั้นเป็นอย่างไรในช่วงเวลานั้น  เพราะตราสารการเงินต่างๆนั้นอาจมีความสัมพันธ์มากกว่าหนึ่งสิ่ง เพียงแต่ช่วงเวลานั้นๆ มุมมองชองนักลงทุนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักไปทางใด
ดังนั้นกฎการลงทุน จึงไม่มีรูปแบบตายตัว แต่สามารถศึกษารูปแบบพฤติกรรมที่อาจเกิดเหตุการณ์ซ้ำๆได้ โดยผู้ลงทุนจำเป็นต้องสังเกตผลกระทบต่อเนื่องของเหตุการณ์นั้นๆว่าจะมีความสัมพันธ์อย่างไร
ซึ่งการแปลความโดยใช้การท่องจำ อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการเห็นภาพของความสัมพันธ์ของตราสารต่างได้
ดังนั้นผู้ลงทุนควรศีกษาพฤติกรรมความสัมพันธ์ตราสารการเงินต่างๆจากกราฟก็จะสามารถเห็นภาพรวมการลงทุนได้ดีที่สุด
 ซึงจะแตกต่างจากนักลงทุนที่ขาดการวิเคราะห์ด้วยตนเอง  ได้เพียงแต่ติดตามข่าวสาร เพื่อหาเหตุผลย้อนหลัง มาสนับสนุนกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต   ดังนั้นผู้ลงทุนที่ใช้การวิเคราะห์จากผู้อื่นเป็นส่วนใหญ่ ก็จะมีลักษณะการเข้าซื้อในราคา ที่ก้าวช้าตามหลังผู้อื่นเสมอ ซึ่งเปรียบกับราคาสินทรัพย์ได้เปลี่ยนแปลงสะท้อนข่าวสารไปเกือบหมดแล้ว ซี่งก็หมายถึงโอกาสการลงทุน ก็ถูกปิดช่องว่างนั้นลงไปในทันทีเช่นกัน
ดังนั้น นักลงทุนที่ดี ควรจะสามารถวิเคราะห์การลงทุนได้ด้วยตนเอง และสร้างกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับตน
โดยจะต้องมีการวางแผนการลงทุนไว้ล่วงหน้า และปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อม ซี่งการเรียนรู้ความสัมพันธ์ของตลาดหุ้นและตลาดตราสารการเงินอื่นๆ นั้นจะเป็นตัวช่วยในการวางแผนการลงทุน ที่จะสามารถประเมินแนวโน้มหรือกระแสเงินลงทุนว่าจะเคลื่อนที่ไปในทางใด อย่างไร

โดยกฎของนิวตัน บอกไว้ว่า “สสารไม่สูญหาย” เพียงแค่เปลี่ยนรูปไป

 ดังนั้นการเคลื่อนที่ของกระแสเงินลงทุนทั่วโลก ก็จะเปลี่ยนรูปไป เป็นตราสารการเงินต่างๆนา เช่น สกุลเงินต่างๆ (ดอลลาร์, ยูโร,สวิส ฟรังค์, เยน และ อื่นๆ) , ทองคำ, พันธบัตร, หุ้นกู้, อสังหาริมทรัพย์, สินค้าโภคภัณฑ์ (น้ำมัน, สินค้าเกษตร และ อื่นๆ) ได้ไม่ต่างกัน
ซึ่งหากผู้ลงทุนสามารถ ทำความเข้าใจภาพการลงทุนในตราสารต่างๆ   โดยการอาศัยกราฟราคาและการวิเคราะห์ทางเทคนิค ก็จะเห็นถึงแนวโน้มของกระแสการเคลื่อนที่ของตราสารการเงินได้มากขึ้น ดังที่ผมจะยกตัวอย่างให้ดูจากข้อมูลด้านล่างนี้ ครับ

ความสัมพันธ์ของค่าเงินยูโร ต่อดอลลาร์
ในช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินยูโรมีการอ่อนค่าต่อเงินสกุล US dollar ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค.55 จึงส่งผลใน dollar index แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งปัจจัยการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐส่วนหนึ่ง ก็คือ การเกิดกระแสเงิน ไหลเข้าตลาดพันธบัตรสหรัฐอเมริกาอย่างต่อ เนื่องและรุนแรง จากผู้ลงทุนที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำ จากความกังวลในเศรษฐกิจและค่าเงินยุโรป  จึงทำ ให้นักลงทุนทั่วโลก แลกเงินกลับมาเป็นสกุลดอลลาร์ เพื่อลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอเมริการ
ซึ่งจะเห็นได้ว่า อัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลอเมริกา อายุ 10ปี อยู่ที่ต่ำกว่า 1.5% ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายสิบปี
 
ความสัมพันธ์ ผลตอบแทนพันธบัตร ต่อการลงทุนในหุ้น  ที่จะเห็นว่าผลตอบแทนของพันธบัตรปรับลดลง เนื่องจากกระแสเงินไหลออกจากตลาดสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงไปหา สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงกว่า คือจะมีเงินไหลออกจากหุ้นมาเข้าตราสารหนี้มากยิ่งขึ้น
ซึ่งนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ของเนื้อหา ที่จะกล่าวถึงใน Class การอบรม workshop 202
ที่จะให้ผู้ลงทุนสามารถวางแผนการลงทุนเปรียบเสมือนผู้จัดการกองทุน และวิเคราะห์ตราสารต่างๆ ได้อย่างนักวิเคราะห์
โดยจะพูดถึงความสัมพันธ์ของตลาดตราสารการเงินต่างๆ ว่ามีความสัมพันธ์เป็นในรูปแบบใด
ได้แก่ ตลาดหุ้น กับตลาดตราสารหนี้ , ตลาดหุ้น กับตลาดทองคำ, ตลาดหุ้นกับราคาน้ำมัน, การวิเคราะห์กระแสเงินลงทุน (Fund Flow) , การวิเคราะห์เชิงลึก Top down Analysis จากกราฟ , การแปลความหมายจากตัวเลขดัชนีต่างๆ และการหาข้อมูล และการวิเคราะห์ได้อย่างนักวิเคราะห์  และอื่นๆ

โดยผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้จาก ลิ้ง